การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านอารมณ์(กลับสู่ด้านบน)

ความเครียดเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและเบาหวาน พบว่าความเครียดจะทำให้การเผาผลาญอาหารในร่ายกายผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจและหลอดเลือด อาทิ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดผิดปกติ อ้วนลงพุง ดังนั้นการจัดการกับความเครียดจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันโรคหัวใจและเบาหวานได้

การฝึกหายใจเพื่อคลายความเครียด
การฝึกหายใจเป็นวิธีหนึ่งในการจัดการกับความเครียด มีขั้นตอนการปฏิบัติดังนี้

นั่งในท่าที่สบาย หลับตา ค่อย ๆ หายใจเข้า พร้อมกับนับเลข 1 ถึง 4 เป็นจังหวะช้า ๆ 1...2...3... ให้รู้สึกว่าท้องพองออก จากนั้นกลั้นหายใจเอาไว้ชั่วครู่นับ 1 ถึง 4 เป็นจังหวะช้า ๆ เช่นเดียวกับเมื่อหายใจเข้าค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก โดยนับ 1 ถึง 8 อย่างช้า ๆ 1...2...3...4...5...6...7...8...พยายามไล่ลมหายใจออกมาให้หมดสังเกตว่าหน้าท้องแฟบลงทำซ้ำอีกครั้ง โดยหายใจเข้าช้า ๆ แล้วหายใจออก ให้ช่วงเวลาที่หายใจออกให้นานกว่าช่วงเวลาหายใจเข้า

หากปฏิบัติได้อย่างต่อเนื่องจะช่วยลดความเครียด ลดความดันโลหิต ลดความหิว ทำให้นอนหลับ และช่วยให้จิตใจแจ่มใส



การดูแลสุขภาพในช่องปาก(กลับสู่ด้านบน)

โดยปกติระบบต่างๆ ของร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางเสื่อมถอย จะมากหรือน้อยก็ขึ้นกับ ลักษณะทางพันธุกรรมและการดูแลรักษา สุขภาพช่องปากก็เช่นกัน เมื่อผ่านการทำงานมาตลอดเวลา ย่อมมีเสื่อมโทรมลงบ้าง แต่ถ้าได้รับการดูแลรักษาที่ถูกวิธี และสม่ำเสมอ เราก็ยังคงมีเหงือกและฟันที่แข็งแรง สามารถใช้งานได้เหมาะสมกับวัย และอยู่กับเราได้ตลอดชีวิต

การดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีอยู่เสมอไม่ใช่เรื่องยาก สามารถทำได้ด้วยตนเอง แต่ที่สำคัญต้องทำอย่างสม่ำเสมอ เพราะโรคในช่องปากส่วนใหญ่เป็นโรคที่ใช้เวลานานกว่าจะแสดงอาการให้เรารู้ ซึ่งบางครั้งเมื่อถึงเวลานั้น นอกจากการรักษาจะยุ่งยาก เสียเวลา เสียค่าใช้จ่ายสูงแล้ว โรคอาจจะรุนแรงเกินกว่าที่จะเก็บรักษาฟันไว้ก็เป็นได้

โรคที่พบบ่อยและเป็นสาเหตุของความเจ็บปวด และสูญเสียฟัน ได้แก่ โรคปริทันต์ หรือที่เรียกกันว่า รำมะนาด ซึ่งเป็นโรคของเหงือก อวัยวะรอบๆ รากฟัน และกระดูกรอบรากฟัน และโรคฟันผุ ซึ่งทั้งสองโรคนี้มีสาเหตุ จากคราบจุลินทรีย์ หรือขี้ฟัน ถ้ากำจัดออกไม่หมด คราบจุลินทรีย์เหล่านี้จะเกิดการสะสม แล้วสร้างสารพิษที่ทำอันตราย ต่อเหงือกและฟัน วันแล้ววันเล่า ผลสุดท้ายเหงือกที่เกิดการระคายเคืองจากสารพิษเหล่านี้ เกิดอาการเหงือกร่น ฟันโยก เจ็บปวด ไม่สามารถใช้เคี้ยวอาหารได้ นอกจากนี้จุลินทรีย์ยังใช้อาหารพวกน้ำตาลที่ตกค้างในช่องปากเป็นอาหาร ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้เกิดภาวะกรด ส่งผลให้เกิดการดึงแร่ธาตุออกจากผิวฟัน ถ้าเกิดต่อเนื่องไปเรื่อยๆ ฟันก็จะผุเป็นรู ซึ่งในผู้สูงอายุมักเกิดฟันผุบริเวณซอกฟัน และรากฟันซึ่งสังเกตได้ยาก เนื่องจากผู้สูงอายุส่วนใหญ่มัก มีเหงือกร่น รากฟันโผล่อยู่แล้ว ทำให้บริเวณนั้นง่ายต่อการสะสมของคราบจุลินทรีย์ แต่ยากต่อการทำความสะอาด บางครั้งกว่าจะรู้ตัว ฟันก็ผุลึกหรือมีอาการเจ็บปวดไปแล้ว การกินยาอาจจะช่วยให้อาการเจ็บปวดทุเลาลงชั่วคราว แต่ไม่หาย เพราะสาเหตุยังไม่ได้รับการแก้ไข ดังนั้นถ้าสังเกตว่าบริเวณใดมีความผิดปกติเกิดขึ้น เช่น เศษอาหารติดบ่อย หรือเหงือกอักเสบ เลือดออกง่าย ก็ควรไปพบทันตแพทย์โดยทันที และควรจะตรวจฟันสม่ำเสมอทุก 6 เดือน เพื่อเป็นการป้องกันแม้ว่าจะไม่รู้สึกผิดปกติอะไร

นอกจากนี้ ก็ควรจะดูแลตนเองสม่ำเสมอด้วยการแปรงฟันอย่างถูกวิธี ด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ อย่างน้องวันละ 2 ครั้ง ให้ทั่วถึงทุกซี่ทุกด้าน กรณีที่มีฟันล้มเอียง ฟันยื่น เหงือกร่น หรือใส่ฟันปลอม โดยเฉพาะ ฟันปลอมแบบติดแน่น ก็ควรใช้อุปกรณ์อื่น เช่น ไหมขัดฟัน หรือแปรงซอกฟันช่วยทำความสะอาดฟันเพิ่มขึ้นด้วย และควรเลือกบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย และไม่ทำอันตรายต่อสุขภาพช่องปาก เช่น ผัก ผลไม้ หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารหวานเหนียว แต่ถ้าชอบควรบริโภครวมในมื้ออาหารคาวเป็นมื้อๆ ไป ถ้าทำได้เช่นนี้แล้ว คาดว่าทุกท่านก็จะสามารถมีฟันและเหงือกที่แข็งแรง ใช้งานไปได้ตลอดชีวิตอย่างแน่นอน

คัดลอกจาก http://nutrition.anamai.moph.go.th/1675/new1675/Html/nmenu08/nm0804.html



วิธีเลิกสูบบุหรี่(กลับสู่ด้านบน)

1. ตั้งใจ ตัดสินใจ แน่วแน่ ว่าต้องการเลิกบุหรี่ด้วยตนเอง

2. กำหนดวัน “ปลอดบุหรี่” ของตนเอง อาจเป็นวันสำคัญของศาสนา วันเกิดตนเองหรือบุตร ภรรยาไม่ควรเลือกช่วงเวลาที่งานเครียด

3. ทิ้งบุหรี่และอุปกรณ์ทั้งหมด เพื่อมิให้สิ่งเหล่านี้มากระตุ้นความอยากบุหรี่อีก

4. แจ้งแก่คนในครอบครัว ที่ทำงาน นายจ้าง เพื่อนสนิท เพื่อนร่วมงาน เพื่อให้เป็นกำลังใจ เป็นแรงสนับสนุนให้เลิกได้สำเร็จ

5. ให้งดสุรา กาแฟ อาหารรสจัด ละเว้นการรับประทานอาหารให้อิ่มเกินไป ไม่ควรนั่งโต๊ะอาหารนาน ๆ เพราะหลังอาหารทุกมื้อจะเกิดความอยากบุหรี่อีก

6. ในช่วงแรกที่อดบุหรี่จะรู้สึกหงุดหงิด ให้สูดหายใจเข้า-ออกลึก ๆ ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อลดความอยากหรืออาจอาบน้ำ

7. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ หางานอดิเรกทำเพื่อคลายเครียด เพราะส่วนใหญ่หลังเลิกบุหรี่น้ำหนักตัวจะขึ้นการออกกำลังกาย ควบคุมอาหารหวาน จะเป็นการควบคุมน้ำหนักได้ทางหนึ่ง



การออกกำลังกาย(กลับสู่ด้านบน)

การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจ และช่วยให้ ระดับน้ำตาล ระดับไขมันในเลือด และความดันโลหิตดีขึ้น นอกจากนี้ผู้ป่วยที่อ้วนหรืออ้วนลง พุงการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอยังช่วยในการลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพ ป้องกันการลดลงของมวลกล้ามเนื้อ และช่วยไม่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นมาอีก

การออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของหัวใจควรเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิก เช่น การเดินเร็ว การวิ่งช้า ๆ การว่ายน้ำ การขจักรยาน ซึ่งมี ขั้นตอนการออกกำลังกายดังนี้

1.ควรยืดเหยียดกล้ามเนื้อก่อนออกกำลังกาย เพื่อเตรียมความพร้อมของกล้ามเนื้อ ป้องกันการเกิดตะคริว และป้องกันกล้ามเนื้อหรือเอ็นได้รับบาดเจ็บขณะออกกำลังกาย

2.ควรอบอุ่นร่างกาย ประมาณ 5-10 นาที โดยการเดินหรือวิ่งเหยาะ ๆ

3.ค่อย ๆ เพิ่มการออกกำลังกายจนหัวใจเต้นประมาณ ร้อยละ 60-70 ของอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด ประมาณ 20-30 นาที ซึ่งก็เพียงพอต่อการเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของหัวใจ แต่ถ้าต้องการลดน้ำหนักอาจต้องเพิ่มการออกกำลังกายเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 30-60 นาที

4.ควรคลายกล้ามเนื้อ โดยค่อย ๆ ลดระดับการออกกำลังกายลงเป็นเวลาประมาณ 5-10 นาที

5.ควรยืดเหยียดกล้ามเนื้ออีกครั้งก่อนหยุดการออกกำลังกาย

การออกกำลังกายไม่ประจำต้องออกกำลังกายในโรงฝึกหรือสถานที่ออกกำลังกายเฉพาะ การประยุกต์กิจกรรมให้สอดคล้องกับชีวิตประจำวัน เช่น การขึ้นลงบันไดแทนการใช้ลิฟท์ ลงรถประจำทางหรือรถไฟก่อนถึงป้าย ทำงานบ้าน ทำสวน หรือเดินเล่นตอนเย็น ๆ อย่างสม่ำเสมอ ก็สามารถเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของหัวใจและช่วยลดน้ำหนักได้เช่นกัน



บุหรี่...จอมวายร้าย...ทำลายหลอดเลือดหัวใจ(กลับสู่ด้านบน)

ในควันบุหรี่สารต่างๆ มากกว่า 4,000 ชนิด และที่มีมากที่สุด รู้จักกันดีที่สุด คือ สารนิโคติน ในการสูบแต่ละครั้งร่างกายได้รับนิโคตินประมาณ 50 ไมโครกรัม ซึ่งสารนี้มีพิษร้ายแรง ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ในขณะสูบบุหรี่ ระดับนิโคตินในเลือดจะเพิ่มสูงถึง 25-50 นาโนกรัมต่อ มิลลิลิตร และมีผลหลาย ๆ ประการ

นิโคตินมีผลต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด

- กระตุ้นระบบประสาทอัตโนมัติ ทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งกระตุ้นการหลั่งสารหลายชนิด ซึ่งสารเหล่านี้มีผลต่อหัวใจและหลอดเลือดหลายประการ

- โอกาสเสี่ยงต่อโรคหัวใจเพิ่มขึ้น โดยจะสัมพันธ์กับจำนวนบุหรี่ต่อวัน จำนวนปี ที่ สูบ รวมทั้งการสูบดมด้วย โอกาสเสี่ยงเพิ่มขึ้น 1.4-2.8 เท่าในผู้ชาย และ 2.2-3.3 เท่าในผู้หญิง

- ผู้ที่มีหัวใจขาดเลือดอยู่แล้วที่สูบหรี่ จะมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจใน 5 ปีมากกว่า ผู้ป่วยโรคเดียวกันที่ไม่สูบบุหรี่ เกือบ 2 เท่า

- ผู้ที่รอดชีวิตจากหัวใจหยุดเต้นแล้วสูบบุหรี่ จะเสี่ยงต่อการเกิด หัวใจหยุดเต้นซ้ำมากกว่าผู้ที่ไม่หยุดสูบ

- ผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจตายมีโอกาสเกิด กล้ามเนื้อหัวใจตายอีกครั้ง หรือเสียชีวิตมากกว่าผู้ป่วยโรคเดียวกันที่ไม่สูบบุหรี่ถึง 2 เท่า

- ผู้ที่สูบบุหรี่เอง ได้รับควันบุหรี่ทางอ้อมก็เสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจเช่นกัน

- โอกาสเสี่ยงต่าง ๆ ในผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือดที่สูบุหรี่ จะลดน้อยลงเรื่อย ๆ เมื่อหยุดบุหรี่ ไม่ว่า ผู้นั้นจะอายุมากหรือน้อย หลังจากเลิกสูบบุหรี่ 2-3 ปี โอกาสเสี่ยวต่าง ๆ จะเทียบเท่ากับผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ทีเดียว


การสูบบุหรี่ เป็นปัจจัยสำคัญของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน การเลิกสูบบุหรี่จะช่วยให้ระดับโคเรสเตอรอลชนิดไม่ดีลดลง เกิดลิ่มเลือดในหลอดเลือดลดลง ส่งผลให้ลดการอุดตันของหลอดเลือดหัวใจได้



พุงใหญ่...ตายเร็ว(กลับสู่ด้านบน)

อ้วนลงพุง เกิดจากไขมันสะสมในช่องท้องปริมาณมาก ยิ่งรอบพุ่งมากเท่าไหร่แสดงว่าไขมันยิ่งสะสมมากในช่องท้องมากขึ้นเท่านั้น ไขมันที่สะสมนี้จะแตกตัวเป็นกรดไขมันอิสระ ขัดขวางการทำงานของอวัยวะภายใน เช่น ตับ ตับอ่อน มีผลต่อกระบวนการเมตาบอลิซึมของร่างกาย ซึ่งเหนี่ยวนำให้เกิดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและเบาหวานต่าง ๆ เช่น ไขมันในเลือดผิดปกติ ระดับน้ำตาลในเลือดสูง โดยรอบพุงที่เพิ่มขึ้นทุก ๆ 5 ซม. จะเพิ่มโอกาสเกิดโรคเบาหวาน 3-5 เท่า ดังนั้น

“ ยิ่งพุงใหญ่เท่าไร ยิ่งตายเร็วเท่านั้น”


โรคอ้วนลงพุง

- อ้วนลงพุง
- ความดันโลหิตสูง
- ภาวะไตรกลีเซอร์ไรดในเลือดสูง
- โคเลสเตอรอลชนิดดีต่ำ
- ภาวะดื้อต่ออินซูลิน


เกณฑ์วินิจฉัยอ้วนลงพุงในคนไทย
ตั้งแต่ 80 เซนติเมตร ขึ้นไปในเพศหญิง
ตั้งแต่ 90 เซนติเมตร ขึ้นไปในเพศชาย


วิธีการวัดรอบพุง

1. ถอดเสื้อออกและคลายเข็มขัดให้หลวม

2. อยู่ในท่ายืน เท้าทั้ง 2 ข้างห่างกันประมาณ 10 ซม.

3. หาตำแหน่งของขอบบนสุดของกระดูกเชิงกราน ทั้ง 2 ข้าง

4. ใช้สายวัด วัดรอบพุงโดยวัดขอบบนของกระดูกเชิงกรานทั้ง 2 ข้าง

5. วัดในช่วงหายใจออก โดยสายวัดแนบกับลำตัวไม่รัดแน่น

6. ให้ระดับของสายวัดที่วัดรอบพุงอยู่ในแนวขนานกับพื้น



กินตามใจ...ภัยร้ายตามมา(กลับสู่ด้านบน)

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค

การบริโภคอาหารเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยป้องกันความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และเบาหวาน ซึ่งมีแนวทางการบริโภคอาหารดังนี้

- บริโภคข้าวหรือแป้งได้ตามปกติ ถ้าไม่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น

- บริโภคน้ำตาล รวมทั้งน้ำผึ้ง ไม่เกิน 2 ช้อนชาต่อมื้อ

- บริโภคผลไม้อย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่เกิน 10-15 คำต่อมื้อแล้วแต่หวานมากหรือหวานน้อย

- บริโภคเนื้อสัตว์ไม่ติดมันที่สุกแล้ว* วันละประมาณ 12-16 ช้อนโต๊ะขึ้นไป และหลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์

- บริโภคใบและก้านผักอย่างสม่ำเสมอ วันละไม่ต่ำกว่า 9 ช้อนโต๊ะของผักต้มหรือเทียบเท่า

- เลือกอาหารที่เตรียมโดยการต้ม นึ่ง ย่าง โดยหลีกเลี่ยงอาหารทอดและผัด

- แนะนำให้บริโภคน้ำมันจากรำข้าว ถั่วเหลือง เมล็ดทานตะวัน

- หลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว และไขมันแปรรูป เช่น ไขมันจากสัตว์ มะพร้าว ปาล์ม มาการีน ครีมเทียม

- บริโภคปลา เต้าหู้และผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองทุกวัน

- ควรดื่มนมพร่องมันเนย รสจืด วันละ 1-2 แก้ว หากดื่มไม่ได้ใช้นมทั่วเหลืองรสจืดแทน

- ลดการบริโภคเกลือ อาหารหมักดอง อาหารเค็ม และหลีกเลี่ยงการเติมเครื่องปรุงรสในอาหาร

- ไม่ควรดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ ยาดองเหล้า หากดื่มไม่ควรเกิน 6 ส่วนต่อสัปดาห์**

- ไม่ควรบริโภคชา กาแฟ เกิน 3 ถ้วยต่อวัน

* เต้าหู้ขาว 3/4 แผ่น เทียบเท่ากับ เนื้อสัตว์ 2 ช้อนโต๊ะ หรือไข่ 1 ฟอง หรือ นมพร่องมันเนย 1 กล่อง

** แอลกอฮอร์ 1 ส่วน ได้แก่ วิสกี้ 45 มล. เบียร์ 360 มล. ไวน์ 120 มล.



ในผู้ที่อ้วนหรืออ้วนลงพุงมีแนวทางการควบคุมอาการเพื่อลดน้ำหนักและรอบพุงดังนี้

- ลดข้าวหรือแป้งลงจากเดิม 1 ใน 3 ส่วน

- งดการบริโภคน้ำหวาน น้ำอัดลม น้ำผลไม้ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง เหล้า เบียร์ ไวน์ และงดการเติมน้ำตาลในอาหารเด็ดขาด แต่สามารถใช้น้ำตาลเทียมได้

- ลดการบริโภคผลไม้ลง โดยบริโภคไม่เกิน 6-10 คำต่อมื้อแล้วแต่หวานมมากหรือหวานน้อย

- ให้บริโภคใบหรือก้านผักเพิ่มขึ้น

- งดอาหารที่เตรียมโดยการทอดหรือผัด

- งดการรับประทานอาหารระหว่างมื้อ

- หากออกกำลังกายไม่ควรบริโภคอาหารเพิ่มจากเดิม

“ ควรบริโภคอาหารให้ครบ 3 มื้อและเป็นเวลา ไม่บริโภคอาหารขณะหิว หรือกินอาหารจนอิ่มเกินไป ไม่ควรบริโภคอาหารก่อนนอน 4 ชั่วโมง ”


ทุก ๆ 6 นาที มีคนตายด้วยโรคหัวใจ หรือเบาหวาน 1 คน(กลับสู่ด้านบน)

ร่วมมือร่วมใจ เพื่อสุขภาพหัวใจที่ดี
โรคหัวใจ และเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของโลก ปัจจุบันโรคหัวใจเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่ง แต่ละปีมีผู้เสียชีวิตถึง 17.5 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 24.2 ล้านคน ในปี ค.ศ.2030 สำหรับประเทศไทยผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากโรคหัวใจ ติดอันดับ 1 ใน 3 มาโดยตลอด ในปีพ.ศ.2545 มีผู้เสียชีวิตจากโรคหัวใจจำนวน 32,903 คน และเพิ่มสูงขึ้น เป็นจำนวน 40,092 คน ในปี 2546

เบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังที่เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้หรือสร้างอินซูลินอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ มีผลทำลายอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะหลอดเลือด และระบบประสาท เบาหวานแบ่งออกได้ 2 ชนิด คือเบาหวานชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 เบาหวานชนิดที่ 1 เกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้พอ ในขณะที่เบาหวานชนิดที่ 2 อาจเกิดได้ทั้งจากร่างกายไม่สามารถใช้ฮอร์โมนอินซูลินได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือจากการที่ร่างกายสร้างฮอร์โมนอินซูลินไม่พอ จากขอมูลสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ ปัจจุบันทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวานมากกว่า 245 ล้านคน ในขณะที่ปีค.ศ.1985 มีผู้ป่วยเพียง 30 ล้านคน ซึ่งหากไม่มีมาตรการที่ชัดเจนคาดว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าจะมีผู้ป่วยเบาหวานถึง 30 ล้านคน


“ทุก ๆ 6 นาที มีคนตายด้วยโรคหัวใจ หรือเบาหวาน 1 คน”



ประมาณร้อยละ 75 ของผู้ป่วยโรคหัวใจและเบาหวานชนิดที่ 2 สัมพันธ์กับปัจจัยเสี่ยงหลายอย่าง อาทิ การสูบบุหรี่ ความดันโลหิตสูง ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ ภาวะความอ้วนลงพุง ในผู้ป่วยเบาหวาน หากพบปัจจัยเสี่ยวเหล่านี้ร่วมด้วยมากเท่าใด ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจมากขึ้นเท่านั้น

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 ที่สามารถปรับเปลี่ยนได้ มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ได้แก่ การสูบบุหรี่ ระดับไขมันในเลือดผิดปกติ ระดับน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะไขมันสะสมในช่องท้องมากเกินหรืออ้วนลงพุงซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยง ใหม่ที่สำคัญ ปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ไม่ใช่โรคแต่เป็นกลุ่มของปัจจัยเสี่ยงที่สามารถเพิ่มโอกาสการเกิดโรคหัวใจและโรคเบาหวานชนิดที่ 2

ผู้ที่มีรูปร่างอ้วนมีโอกาสพบปัจจัยเสี่ยง และมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคหัวใจและเบาหวานชนิดที่ 2 ได้สูงกว่าผู้ที่รูปร่างปกติ จึงทำให้แพทย์ตระหนักถึงรูปร่างของคนมากขึ้นและพยายามหามาตรการควบคุมปัญหาภาวะอ้วนและอ้วนลงพุง ซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญในขณะนี้

วิธีการป้องกันโรคหัวใจและเบาหวานชนิดที่ 2 ไม่ใช่เรื่องยาก หากเราร่วมมือร่วมใจกันเปลี่ยนพฤติกรรมและควบคุมปัจจัยเสี่ยงอย่างจริงจัง ดังคำขวัญวันหัวใจโลกปี ค.ศ.2007 ที่ว่า

“ร่วมมือร่วมใจเพื่อสุขภาพหัวใจที่ดี ”

เพียงแค่...

- ร่วมมือกับแพทย์เพื่อตรวจวัดปัจจัยเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ

- ร่วมมือกับครอบครัวและเพื่อน เพื่อส่งเสริมและผลักดันการบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทำอารมณ์ให้แจ่มใส และร่วมกันหยุดสูบบุหรี่



ค้นหาปัจจัยเสี่ยงหัวใจและเบาหวานไม่ใช่เรื่องยาก(กลับสู่ด้านบน)

การตรวจวัดปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวาน

ทั้ง ๆ ที่คนส่วนใหญ่มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและเบาหวานแต่น้อยคนนักที่พยายามค้นหาและแก้ไขปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้อย่างจริงจัง ดังนั้นใส่ใจซักนิดเพื่อสุขภาพของตัวคุณเอง

การค้นหาปัจจัยเสี่ยงไม่ใช่เรื่องยาก เริ่มจากการสำรวจพุงของคุณเองหากคุณเริ่มลงพุง และมีรอบพุงตั้งแต่ 80 ซม. ขึ้นไป ในเพศหญิง หรือ ตั้งแต่ 90 ซม. ขึ้นไป ในเพสชาย แสดงว่าเริ่มมีความเสี่ยง คุณควรขอคำปรึกษาจากแพทย์เพื่อขอรับการตรวจและค้นหาปัจจัยเสี่ยงอื่นเพิ่มเติมดังนี้

- วัดรอบพุง

- วัดระดับความดันโลหิต

- วัดระดับน้ำตาลในเลือด

- วัดระดับโคเลสเตอรอลชนิดดี

- วัดระดับโคเลสเตอรอลชนิดเลว

วิธีง่ายๆ เพื่อควบคุมปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวาน

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและวิถีชีวิต เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและเบาหวาน ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ 3 ประการคือ

1.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค โดยเลือกบริโภคอาหารที่มีพลังงานต่ำแทนอาหารที่มีพลังงานสูง เพื่อช่วยลดน้ำหนักและรอบพุง

2.ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย และยังช่วยเพิ่มสมรรถภาพการทำงานของหัวใจ

3.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมด้านอารมณ์และงดสูบบุหรี่