ไข้หวัด
งานการพยาบาลป้องกันโรคและส่งเสริมสุขภาพ
ภาควิชาพยาบาลศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
ไข้หวัดเกิดจากเชื้อไวรัส เชื้อไวรัสหวัดจะทำให้มีการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนต้น(คือจมูกและคอ) ถ้าเป็นหวัดไม่มีโรคแทรกจะหายได้เองภายในเวลาประมาณ 5-7 วัน เชื้อไวรัสหวัดเป็นเชื้อที่ชอบอากาศหนาว ในฤดูหนาวคนจึงเป็นหวัดกันมาก คนที่ร่างกายอ่อนแอเมื่อได้รับเชื้อหวัดจะเป็นหวัดง่าย
อาการ
- มีไข้ต่ำๆ ตัวร้อนหรืออาจไม่มีไข้เลยก็ได้
- คัดจมูก มีน้ำมูก
- ไอ จาม เจ็บคอ
- อาการอื่น ๆ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว เป็นต้น
โรคแทรกซ้อน
ได้แก่ โพรงจมูกอักเสบ หลอดลมอักเสบ ปอดบวม หูอักเสบ เยื่อหุ้มสมองหรือสมองอักเสบ เป็นต้น
การติดต่อ
ติดต่อทางเสมหะ น้ำมูก น้ำลาย โดยที่ผู้ป่วยไอหรือจาม ทำให้เชื้อโรคกระจายอยู่ในอากาศ ซึ่งจะเข้าสู่ร่างกายของผู้ที่รับเชื้อโรคทางปากและทางจมูก
โรคหวัดถ้าเริ่มเป็นจะมีอาการไม่รุนแรงแต่ถ้ารักษาไม่ถูกต้องและร่างกายอ่อนแอมากๆอาจเกิดโรคแทรกซ้อนรุนแรงถึงกับเสียชีวิตได้ ดังนั้นเราจึงควรเรียนรู้วิธีป้องกันโรคหวัด
การป้องกัน ต้องรักษาร่างกายให้แข็งแรงโดย
- เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ผัก ผลไม้ ถั่วต่างๆ เพื่อให้ร่ายกายแข็งแรง ดื่มน้ำมากๆและหลีกเลี่ยงของ หมักดอง ของมึนเมา
- พักผ่อนให้เพียงพอ วันละอย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง
- ไม่ใช้เครื่องใช้ร่วมกับผู้อื่น เช่น ผ้าเช็ดหน้า ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ที่เป็นหวัด
- ที่พักอาศัยควรมีอากาศถ่ายเทได้ดี แดดส่องถึง
- หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนอยู่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก เช่น โรงภาพยนตร์ ตลาด
- อย่าให้ร่างกายกระทบความร้อนจัดหรือเย็นจัดทันทีทันใด ร่างกาย จะปรับตัวไม่ทัน สวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับดินฟ้าอากาศ
- ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับวัยอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้ร่างกาย แข็งแรง กระปรี้กระเปร่า
การดูแลตนเองเมื่อเป็นหวัด
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- รับประทานอาหารอ่อน ย่อยง่าย มีประโยชน์
- หลีกเลี่ยงการออกกำลังกาย
- งดดื่มเหล้าและงดสูบบุหรี่
- รักษาร่างกายให้อบอุ่น หลีกเลี่ยงอากาศที่เย็นจัด
- การปฏิบัติตัวเมื่อมีไข้
- ดื่มน้ำมาก ๆ
- ลดไข้ด้วยการเช็ดตัวด้วยน้ำธรรมดา (น้ำเย็นอาจหนาวสั่น)
- รับประทานยาลดไข้ เช่น ยาพาราเซตตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด และซ้ำได้ ทุก 4-6 ชั่วโมง แต่ห้ามใช้กับคนที่เป็นโรคตับและคนที่แพ้ยาพาราเซตตามอล ไม่ควรรับประทานเกินขนาดเพราะอาจมีผลต่อตับได้ ส่วนยาลดไข้แอสไพรินนั้นแม้จะลดไข้ดีแต่ผลข้างเคียงคือ กัดกระเพาะอาหารจึงควรหลีกเลี่ยง
ในกรณีมีอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ จาม รับประทานยาคลอเฟนนิรามีนครั้งละครึ่งถึงหนึ่งเม็ดเมื่อมีอาการ อาการข้างเคียงของยาคือ อาการง่วง จึงห้ามขับรถหรือทำงานกับเครื่องจักรเพราะอาจเกิดอุบัติเหตุได้ ถ้ามีเสมหะรับประทานยาขับเสมหะได้
หมายเหตุ ยาดังกล่าวควรเป็นยาสามัญประจำบ้านขององค์การเภสัชกรรม
เมื่อใดควรไปพบแพทย์
- ถ้ามีไข้สูงหรือมีไข้นานเกิน 3 วันขึ้นไป
- ไอมากผิดจากหวัดธรรมดา
- อาเจียน ซึม ถ่ายเหลว มีผื่นขึ้น หรืออาการผิดปกติอื่น ๆ
เอกสารอ้างอิง
- กระทรวงสาธารณสุข. (2531). หมอประจำตัวสำหรับคนไทยในต่างแดน. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพมหานคร :
ชุ มนุมการเกษตรแห่งประเทศไทย.
- สุรเกียรติ อาชานานุภาพ. (2544). ตำราการตรวจโรคทั่วไป. (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพมหานคร : สำนักพิมพ์ หมอชาวบ้าน.