|
โดย อ.นพ. ไพศาล บุญสะกันต์
ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
กลวิธีครองใจคน
สองวิธีแรกที่ได้กล่าวมา คือ ทานและปิยวาจา เป็นวิธีที่ได้ผลดี แต่ในบางครั้งก็อาจถูกมองว่าเป็นสิ่งผิวเผินและไม่อาจครองใจคนบางกลุ่มได้
คนเรานั้นนอกจากต้องการได้เป็นผู้รับและได้รับฟังคำพูดที่ไพเราะเสนาะโสตแล้ว
การได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นก็ไม่แพ้กัน ดังจะกล่าวต่อไป ซึ่งก็ได้รับความเมตตาจากผลงานอมตะ
พุทธวิธีครองใจคนของท่าน พันเอกปิ่น มุทุกันต์ เช่นเคยครับ
เป็นที่ทราบกันดีว่า
คนเรานั้นกายกับใจมันไม่ค่อยสมดุลกัน คือ ใจมักคิดใหญ่ต้องการใหญ่
แต่กายมีกำลังน้อยกว่า ไม่อาจสนองความต้องการได้หมดหรือรวดเร็วทันใจ
เช่น หนังสือเล่มหนึ่งต้องใช้เวลาอ่าน 3 วัน แต่ใจก็ปรารถนาจะให้จบใน
1 ชั่วโมง ตรวจคนไข้โอพีดีต้องใช้เวลาครึ่งวัน แต่ใจมันก็อยากให้เสร็จภายในครึ่งชั่วโมง
ก็เพราะคนเรามีกำลังไม่พอกับความต้องการของใจนี่แหละ
ความอัดอั้นตันใจจึงเกิดขึ้น พร้อมๆ กันนั้นจิตใจคนเราก็ปรารถนาจะได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นตามมาด้วย
และพร้อมจะเกิดความรักความพึงพอใจต่อผู้ที่ได้ช่วยเหลือตน ด้วยเหตุนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
พระบรมครูผู้รู้แจ้งโลกรู้วาระจิตของมนุษย์จึงทรงวางหลักยึดเหนี่ยวใจมนุษย์ไว้ข้อหนึ่งคือ
หลัก อัตถจริยา
อัตถจริยานี้ ท่านพันเอกปิ่น มุทุกันต์ ได้ให้ความหมายว่า ประพฤติประโยชน์
ขยายความได้ว่า ทำตนให้เป็นคนมีประโยชน์ไม่เป็นภาระสังคม และทำแต่สิ่งมีประโยชน์
การทำตนให้เป็นคนมีประโยชน์
หมายความว่า คนที่จะครองใจคนอื่นได้ ต้องเป็นคนมีประโยชน์ในตัว เป็นที่ทราบกันดีว่าสิ่งใดมีประโยชน์มาก
ก็มีค่ามาก สิ่งใดมีประโยชน์น้อย ก็มีค่าน้อย กองผ้าขี้ริ้วเท่าจอมปลวกมีค่าน้อยกว่าทองคำหนัก
1 บาท เพราะทองคำปริมาณเท่านี้สามารถนำเอาไปขายได้เงินมากกว่าผ้าขี้ริ้วมากนัก
คนเราก็เช่นเดียวกัน ใครเป็นคนมีประโยชน์มาก ก็มีคุณค่ามาก เป็นที่รักที่หวงแหน
ยกย่องสรรเสริญ และพร้อมจะให้ความร่วมมือช่วยเหลือ ยิ่งถ้าเห็นว่ามีคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองมากมาย
ก็สร้างรั้ววังให้อยู่ พร้อมเวรยามอารักขา แต่ถ้าลงความเห็นว่าไม่มีประโยชน์ก็จะประพฤติตรงกันข้าม
วิธีทำตัวให้เป็นคนมีประโยชน์
อาจทำได้หลายวิธี เช่น การศึกษาอบรม การฝึกฝนตนให้มีความชำนาญ รวมความว่า
ทำตนให้เป็นคนมีกำลังในตัว คือ กำลังกาย กำลังความคิดสติปัญญา และกำลังทรัพย์
เมื่อมีกำลังดังกล่าวแล้ว
ก็เข้าสู่ขั้นที่สอง คือ การทำสิ่งที่มีประโยชน์ คือ การพลีกำลังที่มีอยู่นั้นช่วยเหลือผู้อื่นนั่นเอง
ก่อนอื่นเราควรทราบก่อนว่า มนุษย์นั้นอาจแบ่งได้ 3 พวก คือ อัตถจารี
พวกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ โมฆบุรุษ พวกว่างเปล่า ไร้แก่นสาร อนัตถจารี
พวกทำความฉิบหาย พวกแรก คือกลุ่มคนที่พยายามทำความเจริญดีงามให้เกิดขึ้นจะเป็นส่วนตัวหรือส่วนรวมก็ได้
และยังเว้นจากการทำความเสียหายต่างๆ ด้วย พวกที่สอง คือ ที่ไม่ได้ทำคุณหรือโทษกับใคร
อยู่ไปเรื่อยเปื่อย ส่วนพวกที่สาม คือพวกที่ก่อความเสียหาย เนื่องจากภูมิชั้นของจิตใจยังต่ำอยู่มาก
พยายามทำลายความดีงามที่เกิดขึ้นบนโลก คนสามพวกที่กล่าวมานี้ พวกที่ครองใจคนอื่นได้
คือ พวกอัตถจารีพวกเดียวเท่านั้น
เมี่อทราบเช่นนี้
แล้วเราจะฝึกบำเพ็ญตนเป็นอัตถจารีได้อย่างไร ?
หลายๆ
ท่านคงกังวลว่าจะต้องเสียเวลามากมาย หรือต้องทิ้งงานของตนเสียก่อนจึงจะช่วยคนอื่นได้
จริงๆแล้วหลักมีอยู่ว่า เราช่วยเหลือตามกำลัง โดยตนเองไม่เดือดร้อนในทุกๆ
ด้าน ตัวอย่างเช่น เมื่อมีเรื่องการเจ็บ การตาย การแต่งงาน ฯลฯ ซึ่งเป็นธุระของเพื่อนฝูง
เราไม่นิ่งดูดาย ช่วยตามกำลัง แม้เรื่องเล็กน้อย เช่น เห็นเศษแก้ว
ตะปู ของแหลมคมตกตามพื้น อาจเป็นอันตรายก็เก็บให้พ้นที่ ช่วยจูงคนแก่ข้ามถนน
เก็บของตกส่งให้เจ้าของ ฯลฯ ขอเพียงให้ลองทำเถอะครับ หากจริงใจในการทำแล้ว
ความสบายใจปิติจะเกิดแบบที่เงินหรือใครก็บันดาลให้ไม่ได้ มันปลอดโปร่งสบายใจดีจริงๆ

พุทธวิธีครองใจคน (1)
พุทธวิธีครองใจคน (2)
พุทธวิธีครองใจคน (3)
พุทธวิธีครองใจคน (จบ)
|