Home | Sitemap | Contact  
 


พุทธวิธีครองใจคน (3)


โดย อ.นพ. ไพศาล บุญสะกันต์
ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบด

          กลวิธีครองใจคน สองวิธีแรกที่ได้กล่าวมา คือ ทานและปิยวาจา เป็นวิธีที่ได้ผลดี แต่ในบางครั้งก็อาจถูกมองว่าเป็นสิ่งผิวเผินและไม่อาจครองใจคนบางกลุ่มได้ คนเรานั้นนอกจากต้องการได้เป็นผู้รับและได้รับฟังคำพูดที่ไพเราะเสนาะโสตแล้ว การได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นก็ไม่แพ้กัน ดังจะกล่าวต่อไป ซึ่งก็ได้รับความเมตตาจากผลงานอมตะ “พุทธวิธีครองใจคน”ของท่าน พันเอกปิ่น มุทุกันต์ เช่นเคยครับ
          เป็นที่ทราบกันดีว่า คนเรานั้นกายกับใจมันไม่ค่อยสมดุลกัน คือ ใจมักคิดใหญ่ต้องการใหญ่ แต่กายมีกำลังน้อยกว่า ไม่อาจสนองความต้องการได้หมดหรือรวดเร็วทันใจ เช่น หนังสือเล่มหนึ่งต้องใช้เวลาอ่าน 3 วัน แต่ใจก็ปรารถนาจะให้จบใน 1 ชั่วโมง ตรวจคนไข้โอพีดีต้องใช้เวลาครึ่งวัน แต่ใจมันก็อยากให้เสร็จภายในครึ่งชั่วโมง
          ก็เพราะคนเรามีกำลังไม่พอกับความต้องการของใจนี่แหละ ความอัดอั้นตันใจจึงเกิดขึ้น พร้อมๆ กันนั้นจิตใจคนเราก็ปรารถนาจะได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นตามมาด้วย และพร้อมจะเกิดความรักความพึงพอใจต่อผู้ที่ได้ช่วยเหลือตน ด้วยเหตุนี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระบรมครูผู้รู้แจ้งโลกรู้วาระจิตของมนุษย์จึงทรงวางหลักยึดเหนี่ยวใจมนุษย์ไว้ข้อหนึ่งคือ หลัก “อัตถจริยา” อัตถจริยานี้ ท่านพันเอกปิ่น มุทุกันต์ ได้ให้ความหมายว่า ประพฤติประโยชน์ ขยายความได้ว่า ทำตนให้เป็นคนมีประโยชน์ไม่เป็นภาระสังคม และทำแต่สิ่งมีประโยชน์

          การทำตนให้เป็นคนมีประโยชน์ หมายความว่า คนที่จะครองใจคนอื่นได้ ต้องเป็นคนมีประโยชน์ในตัว เป็นที่ทราบกันดีว่าสิ่งใดมีประโยชน์มาก ก็มีค่ามาก สิ่งใดมีประโยชน์น้อย ก็มีค่าน้อย กองผ้าขี้ริ้วเท่าจอมปลวกมีค่าน้อยกว่าทองคำหนัก 1 บาท เพราะทองคำปริมาณเท่านี้สามารถนำเอาไปขายได้เงินมากกว่าผ้าขี้ริ้วมากนัก คนเราก็เช่นเดียวกัน ใครเป็นคนมีประโยชน์มาก ก็มีคุณค่ามาก เป็นที่รักที่หวงแหน ยกย่องสรรเสริญ และพร้อมจะให้ความร่วมมือช่วยเหลือ ยิ่งถ้าเห็นว่ามีคุณประโยชน์แก่บ้านเมืองมากมาย ก็สร้างรั้ววังให้อยู่ พร้อมเวรยามอารักขา แต่ถ้าลงความเห็นว่าไม่มีประโยชน์ก็จะประพฤติตรงกันข้าม

          วิธีทำตัวให้เป็นคนมีประโยชน์ อาจทำได้หลายวิธี เช่น การศึกษาอบรม การฝึกฝนตนให้มีความชำนาญ รวมความว่า ทำตนให้เป็นคนมีกำลังในตัว คือ กำลังกาย กำลังความคิดสติปัญญา และกำลังทรัพย์

          เมื่อมีกำลังดังกล่าวแล้ว ก็เข้าสู่ขั้นที่สอง คือ การทำสิ่งที่มีประโยชน์ คือ การพลีกำลังที่มีอยู่นั้นช่วยเหลือผู้อื่นนั่นเอง ก่อนอื่นเราควรทราบก่อนว่า มนุษย์นั้นอาจแบ่งได้ 3 พวก คือ อัตถจารี พวกทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ โมฆบุรุษ พวกว่างเปล่า ไร้แก่นสาร อนัตถจารี พวกทำความฉิบหาย พวกแรก คือกลุ่มคนที่พยายามทำความเจริญดีงามให้เกิดขึ้นจะเป็นส่วนตัวหรือส่วนรวมก็ได้ และยังเว้นจากการทำความเสียหายต่างๆ ด้วย พวกที่สอง คือ ที่ไม่ได้ทำคุณหรือโทษกับใคร อยู่ไปเรื่อยเปื่อย ส่วนพวกที่สาม คือพวกที่ก่อความเสียหาย เนื่องจากภูมิชั้นของจิตใจยังต่ำอยู่มาก พยายามทำลายความดีงามที่เกิดขึ้นบนโลก คนสามพวกที่กล่าวมานี้ พวกที่ครองใจคนอื่นได้ คือ พวกอัตถจารีพวกเดียวเท่านั้น

          เมี่อทราบเช่นนี้ แล้วเราจะฝึกบำเพ็ญตนเป็นอัตถจารีได้อย่างไร ?
          หลายๆ ท่านคงกังวลว่าจะต้องเสียเวลามากมาย หรือต้องทิ้งงานของตนเสียก่อนจึงจะช่วยคนอื่นได้ จริงๆแล้วหลักมีอยู่ว่า เราช่วยเหลือตามกำลัง โดยตนเองไม่เดือดร้อนในทุกๆ ด้าน ตัวอย่างเช่น เมื่อมีเรื่องการเจ็บ การตาย การแต่งงาน ฯลฯ ซึ่งเป็นธุระของเพื่อนฝูง เราไม่นิ่งดูดาย ช่วยตามกำลัง แม้เรื่องเล็กน้อย เช่น เห็นเศษแก้ว ตะปู ของแหลมคมตกตามพื้น อาจเป็นอันตรายก็เก็บให้พ้นที่ ช่วยจูงคนแก่ข้ามถนน เก็บของตกส่งให้เจ้าของ ฯลฯ ขอเพียงให้ลองทำเถอะครับ หากจริงใจในการทำแล้ว ความสบายใจปิติจะเกิดแบบที่เงินหรือใครก็บันดาลให้ไม่ได้ มันปลอดโปร่งสบายใจดีจริงๆ

 


พุทธวิธีครองใจคน (1)
พุทธวิธีครองใจคน (2)
พุทธวิธีครองใจคน (3)
พุทธวิธีครองใจคน (จบ)

 

Copyright © 2005 Ramaclinic.com All Right Reserved
Created and Deverlop By RamaCME Teams  :
info@ramacme.org
eXTReMe Tracker