Home | Sitemap | Contact  
 


พุทธวิธีครองใจคน (2)


โดย อ.นพ. ไพศาล บุญสะกันต์
ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบด

          ฉบับก่อนหน้า เราได้ทราบถึงข้อธรรมประการแรกที่มีอานุภาพทำให้ผู้ประพฤติธรรมนั้นเป็นที่รักของมนุษย์ทั้งหลายไปแล้วนะครับ นั่นคือ ทาน การเอื้อเฟื้อแบ่งปัน ฉบับนี้ก็จะว่ากันต่อในธรรมข้อที่สอง คือ ปิยวาจา แหล่งอ้างอิงหลักก็มาจากหนังสือพุทธวิธีครองใจคนของท่าน พ.อ. ปิ่น มุทุกันต์ เช่นเคย

           อันว่าทานคือการให้ที่ชาวโลกประพฤติปฏิบัติกันนั้น มักจะเป็นวัตถุทาน เป็นหลัก ซึ่งก็แน่นอนว่าต้องมีการใช้ทรัพย์บ้าง เพื่อจะได้นำวัตถุทานเหล่านั้นมาให้ทานอีกต่อหนึ่งได้ แล้วถ้าช่วงไหนเกิดไม่มีทรัพย์หรือวัตถุทานที่จะให้ขึ้นมาล่ะจะทำอย่างไร ... หลักธรรมข้อที่สองนี้จะช่วยในสถานการณ์นั้น เราไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ แค่ลงทุนพูดจาไพเราะ เป็นความจริง มีประโยชน์ และถูกกาลเทศะเท่านั้นเอง ดีไม่ดี ยังให้ผล (อานิสงส์) มากกว่าให้วัตถุทานเป็นอันมากแต่พูดไม่เข้าหูซะอีก

           ปิยวาจา แปลว่า เจรจาด้วยคำน่ารัก นั่นคือ พูดเป็น พูดดี ดังที่เกริ่นไว้ข้างต้นแล้ว มีฤทธิ์ให้คุณ คือสร้างชื่อเสียง เป็นที่รักใคร่ หรือให้โทษ เป็นต้นว่า เสียตัว เสียชื่อ หรือเสียชีวิต แก่เจ้าของลมปากได้
           ตอนนี้จะขอกล่าวถึงคำพูดที่ทำให้คนฟังเกลียด หรือ อัปปิยวาจา ซะก่อน ที่เรียกว่า “คำหยาบ” วิธีพูดคำเหล่านี้ ท่านพ.อ. ปิ่น มุทุกันต์ ได้จัดกลุ่มไว้อย่างน่าสนใจ ดังนี้คือ

          ด่า คือพูดกดลงให้ต่ำกว่าฐานะจริงๆ ของเขา เช่น เขาเป็นนายก็ว่าให้เป็นคนใช้เสียนี่ เป็นต้น
          ประชด คือพูดยกให้สูงขึ้นเกินกว่าฐานะจริงๆ ของเขา เช่น “พ่อเทพบุตร”, “แม่ผู้ดี” เป็นต้น
          กระทบ คือพูดว่าให้เจ็บ ไม่พูดตรงๆ แต่ก็มากระทบผู้ฟังจนได้ เช่น เจอคนผมน้อย ก็ทักว่า “แสบตา” พูดพอให้แสบๆ คันๆ หัวใจ
          แดกดัน เป็นการพูดด้วยถ้อยคำธรรมดา แต่ใช้สำเนียงและเสริมคำข้างเคียงที่ทำให้คนไม่สบายใจ เช่น บอกให้กินข้าว ก็บอกว่า “แดกเข้าไปสิ”, “หม่ำสิยะ”เป็นต้น
          สบถ คือคำแช่งชักหักกระดูกต่างๆ ล้วนเป็นคำพูดที่ไม่น่าอภิรมย์นัก ผู้เขียนจึงขอยกไว้

           คำพูดเหล่านี้จัดเป็นคำหยาบ ก็เพราะมันไม่ละเอียด ไม่ละมุนละไม อย่างไรก็ดีการวินิจฉัยว่า เป็นคำหยาบหรือไม่นั้น จะดูแต่คำพูดอย่างเดียวก็ยังไม่สมบูรณ์ สิ่งสำคัญถือเอาเจตนาของผู้พูดเป็นเกณฑ์ครับ คำพูดหยาบมีแต่ให้โทษล้วนๆ และหลายสถาน ทั้งแก่ผู้พูดและผู้รับฟัง อันพอจะสรุปเป็นกลุ่มๆ ได้ดังนี้คือ

           โทษประการแรก คือทำลายเสน่ห์ของผู้พูดนั้นหมายความว่า ทำลายสิ่งที่จะทำให้คนอื่นรักซึ่งมีอยู่ในตัวผู้พูด ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า ความงาม หมายถึง อาภรณ์ ร่างกาย มารยาท และจิตใจ, คำพูดก็ถือเป็นมารยาทอย่างหนึ่ง ซึ่งปรุงออกมาจากใจของผู้นั้น การที่มีคำพูดหยาบๆ ออกมาจากปากก็พอจะอนุมานได้ว่าจิตใจของผู้พูดนั้นก็ปานกัน เหมือนหมาแมวที่ปีนขึ้นจากหลุม เพียงแต่เราเห็นลำตัวของสัตว์เหล่านั้นเปรอะเปื้อนสิ่งโสโครก เราก็รู้ได้ทันทีว่าในหลุมนั่นต้องมีของโสโครกอยู่ด้วย เราไม่สมัครใจจะเข้าใกล้หลุมนั่น และพาลจะเกลียดหลุมนั่นไปด้วย

           โทษประการที่สอง คือทำลายอำนาจของผู้พูด แท้จริงแล้วอำนาจและคำหยาบมากันคนละทาง อำนาจที่แท้จริงนั้นจะผูกใจผู้อื่นด้วยความดี, ความรู้ความสามารถและการยึดมั่นในหลักการ สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้จนคนยอมรับในเหตุผลและยินยอมปฏิบัติตามโดยดี แต่คำหยาบนั้นมาจากจิตใจที่หยาบสถานเดียว

           โทษประการที่สาม ที่ว่าเป็นการทำลายวงศ์ตระกูลของผู้พูด ก็หมายถึงครอบครัวเป็นหลัก ลองไม่หวานเหมือนตอนจีบกันใหม่ๆ พูดแบบไม่รักษาน้ำใจกันแล้วใครจะทนกันไหว แล้วถ้าผัวกับเมียยังครองใจกันไม่ได้แล้ว ก็ไม่ต้องพูดถึงการครองใจคนอื่นให้เหนื่อยแรง

           ถ้ามุ่งจะครองใจเขา ให้เขารัก ก็มีคำพูดอยู่ประเภทเดียวเท่านั้น คือคำสุภาพอ่อนโยน เมื่อจะมัดข้าวของไว้รวมกัน ยังต้องมัดด้วยของอ่อน เช่น ด้าย ปอ และเถาวัลย์ ถ้าแข็งนัก เช่นบัดกรีเหล็กหรือโลหะอื่นๆ ที่จะนำมาเชื่อม ก็ต้องเผาให้เป็นของอ่อนเสียก่อน ถ้าไม่อ่อนก็ประสานไม่ได้ การประสานคนก็ทำนองเดียวกันนั้นแล


คำปราชญ์
ก้านบัวบอกลึกตื้น ชลธาร
มารยาทส่อสันดาน ชาติเชื้อ
โฉดฉลาดเพราะคำขาน ควรทราบ
หย่อมหญ้าเหี่ยวแห้งเรื้อ บอกร้ายแสลงดินฯ
โคลงโลกนิติ

 


พุทธวิธีครองใจคน (1)
พุทธวิธีครองใจคน (2)
พุทธวิธีครองใจคน (3)
พุทธวิธีครองใจคน (จบ)

 

Copyright © 2005 Ramaclinic.com All Right Reserved
Created and Deverlop By RamaCME Teams  :
info@ramacme.org
eXTReMe Tracker