Home | Sitemap | Contact  
 


พุทธวิธีครองใจคน (1)


โดย อ.นพ. ไพศาล บุญสะกันต์
ภาควิชาพยาธิวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบด

สวัสดีครับ แล้วก็ถึงเวลาที่จะเข้าเรื่องเสียที นั่นคือ วิธีที่ทำให้คนเรารักกันโดยพุทธวิธี ซึ่งผู้ที่ปฏิบัติตามพุทธวิธีนี้จะเป็นคนน่ารัก โดยไม่ต้องลำบากท่องคาถามหานิยม สวมปลัดขิก หรือสาลิกาลิ้นทอง พุทธวิธีครองใจคนเป็นไฉน? คำตอบง่ายๆ นั่นคือ “หลักการยึดเหนี่ยวใจคน 4 ประการ” หรือ “สังคหวัตถุ 4” อันประกอบด้วย

1. ทาน การให้ปัน
2. ปิยวาจา ใช้คำพูดที่น่ารัก
3. อัตถจริยา ประพฤติประโยชน์
4. สมานัตตตา วางตัวเหมาะสม

          คุ้นเคยกันอยู่แล้วใช่ไหมครับ แต่เพราะคุ้นนี่แหละ เลยมองเป็นของธรรมดาไป สิ่งที่คุ้นเคยจึงเป็นของ “เคยคุ้น” ไม่ยอมนำมาใช้สักที ผมเองก็ยอมรับว่าเคยมองหลักธรรมกลุ่มนี้เป็นเรื่องธรรมดา มัวแต่ไปศึกษาอะไรที่ดูยากๆ และหรูหราอลังการ แต่ขอบอกเลยว่า นี่ไม่ใช่หลักธรรมธรรมดา ใครก็ตามที่เชี่ยวชาญในหลักธรรมนี้ ประพฤติปฏิบัติเป็นอาจิณ จิตของผู้นั้นก็มีคุณธรรมเบื้องสูงเกิดขึ้นเองโดยไม่รู้ตัว เพราะการจะให้ จะพูด จะทำ ด้วยใจอิ่มเอิบ ด้วยใจเมตตา และทำสม่ำเสมอเป็นกิจวัตรชั่วชีวิตของผู้นั้น ถ้าจิตไม่แน่วแน่ในหลักการเพียงพอก็ยากจะสำเร็จได้

          ทีนี้ จะขอขยายความ แต่ละข้อพอสังเขป ซึ่งก็ได้รับมรดกความเมตตาจากหนังสือ พุทธวิธีครองใจคน ของ ท่านพันเอก ปิ่น มุทุกันต์ เช่นเคย มาดูเรื่องทานกันก่อนนะครับ

          ทาน หรือ ทานะ คือ การให้ โดยมุ่งเพื่อฟอกกิเลสของผู้ให้ อันได้แก่ ความโลภ หรือโลภะ ให้ลดลง ทั้งยังเป็นการสงเคราะห์ผู้อื่น คือ ผู้รับไปในตัว หากเป็นคุณธรรมเบื้องสูง การให้เป็นไปเพื่อลดโลภะ แต่หากมุ่งครองใจคนซึ่งเป็นสิ่งที่เราปรารถนาและเป็นสิ่งที่ผู้เขียนต้องการกล่าวถึง ทานนั้นก็เพื่อการปรนนิบัติใจผู้รับ

          ก่อนอื่นเราต้องจำหลักสำคัญอันหนึ่งไว้ก่อน นั่นคือ จิตใจคนเราไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่ ล้วนมีความรู้สึก “อยากได้” ด้วยกันทุกคน และจะว่าไปแล้ว ความเป็นไปทุกขณะจิต ที่แท้ก็คือความอยากนั่นเอง ไม่ว่าจะอยากอ่านหนังสือ อยากฟังเพลง อยากให้ไม่เกิดเหตุการณ์นั้น อยากนอน ฯลฯ ก็ในเมื่อใจคนมีความอยากเป็นพื้นเช่นนี้ วิธีครองใจคน ก็คือ “วิธีครองความอยากของคน” นั่นเอง ความอยากนั้น จัดเป็นโรคของใจชนิดหนึ่งก็ว่าได้ เวลามันเกิดขึ้นแล้วมันทรมานใจ เมื่อใดมีคนมาหาเรา จะเป็นที่บ้าน ที่ทำงานหรือที่ไหนๆ ให้รีบเดาใจเลยว่า เขากำลังไม่สบาย คือ กำลังอยากอะไรอย่างน้อยอย่างหนึ่งอยู่ในใจ แม้บางทีแค่อยากเห็นหน้าก็เถอะ และก็ต้องทราบด้วยว่าคนที่กำลังอยากนั้น พร้อมที่จะรักคนที่เห็นใจเขา อย่างน้อยที่สุดก็ขอให้รับรู้ว่าเขากำลังอยาก และช่วยทำให้เขาหายอยาก ก็เพราะคนเราทุกคนเอาความอยากออกหน้านี่แหละ วิธีครองใจคน ท่านจึงวาง “ทาน” ไว้ในลำดับแรกที่สุด เพราะโรคคือความอยากนั้น มีวิธีรักษาได้อย่างเดียวคือรักษาด้วยการให้นั่นเอง

           คำถามก็มีว่า แล้วเราจะให้อย่างไร? “ทาน” ในสังคหวัตถุ แปลว่า การให้ปันคือแบ่งปันให้ เป็นเครื่องแสดงน้ำใจโอบอ้อมอารี ไม่ใช่ให้จนหมดเนื้อหมดตัว เช่น วันนี้เรามีแกงพะแนงเนื้อหม้อหนึ่ง ก็ตักใส่ชามใบย่อมๆ ใบหนึ่งให้คนข้างบ้าน หรือก่อนเข้าที่ทำงานเห็นขนมอร่อยที่ขายในโรงพยาบาล ก็ซื้อไปฝากเพื่อนร่วมงานซักหน่อย ไม่ได้หนักหนาอะไรใช่ไหมครับ ทีนี้เรามาดูผลของการให้บ้าง อาจดูเหลือเชื่อแต่อานิสงส์อย่างน้อย 2 ประการ จะเกิดแก่ผู้ให้ นั่นคือ ได้รับความรักจากผู้รับ และได้อามิสตอบแทน ที่ว่าได้รับความรักจากผู้รับนั้นหมายความว่า ทำให้เกิดความรักชอบพอในตัวผู้ให้ของที่ให้กันด้วยไมตรี นี่เป็นของแปลก คือมันเคลือบอยู่ด้วยน้ำใจ ขอยกตัวอย่างง่ายๆ วันหนึ่งเราหิวอยากทานช็อกโกแลตซักแท่ง จึงรีบบึ่งไปยังร้านมีชื่อ เพื่อซื้อหม่ำให้หายหิว หลังจากจ่ายเงินและรับประทานจนเสร็จแล้ว ถึงแม้ช็อกโกแลตนั้นจะอร่อยสักปานใด เราก็ไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งใจกับบริษัทที่ผลิตหรือคนขายเลย แต่ในทางตรงกันข้าม มีคนใจดีแบ่งช็อกโกแลตแม้ราคาถูกๆ ที่เขามีอยู่และอาจจะแค่เสี้ยวหนึ่ง ไม่พออิ่มท้องด้วยซ้ำ เราจะรู้สึกว่าค่าของมันมากกว่าช็อกโกแลตเสี้ยวหนึ่งเสียแล้ว เวลารับประทานเราจะลิ้มได้ถึงรสที่แฝงมาด้วยซึ่งมันทำให้อิ่มทั้งกายและใจ ก็ “รสน้ำใจ” ของผู้ให้ไงครับ แล้วมันก็ซาบซึ้งจนบอกไม่ถูก ระลึกถึงและรู้สึกรักคนให้ขึ้นมาดื้อๆ จัดเป็นยาเสน่ห์ขนานแท้เลยล่ะ ประการที่สอง ที่ว่าได้อามิสตอบแทนนั้น หมายความว่า แม้ผู้ให้จะกระทำด้วยเจตนาบริสุทธิ์ ไม่หวังอะไรตอบแทนก็จริง แต่วิถีทางของการสงเคราะห์ย่อมเป็นอย่างนั้น จะเรียกว่า “กฎแห่งกรรม” ก็คงไม่ผิดนัก ทำอย่างไรก็ได้อย่างนั้น เมื่อท่านให้ท่านก็ต้องได้ เป็นหลักง่ายๆ แต่คนสมัยนี้มักไม่ค่อยเชื่อถือกัน หากศึกษากันจริงๆ จังๆ แล้ว จะรู้ว่า แท้จริงการให้ทานนั้นก็เพื่อสงเคราะห์ผู้ให้เอง ในอันที่จะเป็นที่มาแห่งสมบัติทางโลกและทางธรรมคือละความโลภให้เบาบาง (ลองศึกษาดูครับ แล้วจะแย่งกันทำบุญทำทาน)

           สมมติว่า เรามีมะพร้าวอยู่ผลหนึ่ง ถ้าเราผ่าขูดแกงกินเสียวันนี้ เราก็ได้กินมะพร้าวที่อร่อยและอิ่ม แต่ก็แค่ลูกเดียว แต่ถ้าเราละความอยากสักนิด แล้วเอามะพร้าวลูกนั้นฝังดิน รดน้ำใส่ปุ๋ยพอควร อยู่ๆ ไปเจ้ามะพร้าวลูกนั้นก็โตขึ้น คราวนี้ละครับ ได้กินลูกมะพร้าวกันไม่หวาดไม่ไหว อาจส่งต่อให้ลูกหลานได้ด้วย การแบ่งปันให้คนอื่นก็เหมือนกัน มันเป็นผลงอกเงยได้หลายสิบเท่าด้วยประการฉะนี้แล

คำปราชญ์
เมตตาเตือนจิตให้ คนหวัง พึ่งนา
แรงเคียดคนหน่ายชัง ทั่วหน้า
ทานเป็นยอดยายัง เกียรติยศ ยิ่งแฮ
ตระหนี่กลกำพร้า พรากผู้สมาคมฯ
โคลงโลกนิติ

 


พุทธวิธีครองใจคน (1)
พุทธวิธีครองใจคน (2)
พุทธวิธีครองใจคน (3)
พุทธวิธีครองใจคน (จบ)

 

Copyright © 2005 Ramaclinic.com All Right Reserved
Created and Deverlop By RamaCME Teams  :
info@ramacme.org
eXTReMe Tracker