การผ่าตัดลูกอัณฑะออกในวัยเด็ก ผลกระทบต่อสุขภาพจิตและกาย
ศ.นพ.พัฒน์ มหาโชคเลิศวัฒนา
หน่อยต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม ภาควิชากุมารเวชศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
อัณฑะมีหน้าที่สร้างตัวเชื้ออสุจิ และสร้างฮอร์โมนเพศชาย การผ่าตัดอัณฑะออกทั้งสองข้างหรือการตอน จึงทำให้เป็นหมันและขาดฮอร์โมนเพศชาย
ช่วงอายุ 10-18 ปี เป็นวัยที่มีการพัฒนาทางเพศ คืออัณฑะจะขยายตัวเพิ่มขึ้นและสร้างฮอร์โมนเพศชายเพิ่มขึ้น วัยนี้จึงมีความเปลี่ยนแปลงทางเพศภายนอกได้แก่ องคชาตโตขึ้น มีขนบริเวณหัวหน่าว มีหนวดเครา และเสียงแตก ลูกกระเดือกโต นอกจากนั้นกล้ามเนื้อและกระดูกจะมีการขยายใหญ่ขึ้น กระดูกโตขึ้นและมีความหนาแน่นและแข็งแกร่งมากขึ้น
เด็กและวัยรุ่นชายที่ผ่าตัดอัณฑะออก เพื่อหวังให้มีลักษณะความเป็นชายน้อยที่สุดโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงของกล่องเสียง และลูกกระเดือก จึงต้องตัดอัณฑะออกตั้งแต่ช่วงวัยรุ่นตอนต้น
ในผู้ใหญ่เพศชายที่ต้องการแปลงเพศอย่างถาวร ต้องผ่าตัดอัณฑะออกทั้งสองข้าง ประสบการณ์ในผู้ใหญ่ชายที่แปลงเพศมีมากกว่าในเด็กและวัยรุ่น
ก่อนตัดสินใจแปลงเพศเป็นหญิงอย่างถาวร ส่วนมากกะเทยเพศชายมักจะใช้ยา คือฮอร์โมนเพศหญิงร่วมกับยาลดฮอร์โมนเพศชาย เพื่อให้มีลักษณะทางเพศภายนอกเป็นหญิง กล่าวคือ มีเต้านมโต สะโพกผาย เมื่อทดลองดำรงชีวิตในสังคมอย่างน้อย 1-2 ปี หากมีความพึงพอใจ และมั่นใจว่าการแปลงเพศเป็นหญิงแล้วรู้สึกดีและดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุข จึงจะตัดสินใจแปลงเพศเป็นหญิงอย่างถาวรโดยการผ่าตัดอัณฑะออก แล้วเสริมด้วยฮอร์โมนเพศหญิงตลอดไปจนเข้าสู่วัยชรา
ในต่างประเทศ การผ่าตัดแปลงเพศแบบถาวร โดยการผ่าตัดลูกอัณฑะออกจะไม่ผ่าตัดก่อนอายุ 18 ปี แม้แต่การใช้ฮอร์โมนเพศหญิงและยาลดฮอร์โมนเพศชายเพื่อลดลักษณะทางเพศชายก็จะไม่กระทำก่อนอายุ 16 ปี
ประเด็นสำคัญ ที่มีผลกระทบต่อการตัดอัณฑะในเด็กและวัยรุ่นมีดังต่อไปนี้
- ด้านจิตใจ วัยรุ่นเป็นช่วงอายุที่มีการเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์มาก การตัดสินใจบางอย่างรวดเร็วเกินไป ขาดความยับยั่งชั่งใจ และขาดการทบทวนความคิดนั้นอย่างรอบคอบ การตัดสินใจแปลงเพศเป็นหญิง วัยรุ่นมักไม่ได้มองหรือคิดถึงผลกระทบระยะยาว ได้แก่ การดำรงชีวิตและการยอมรับของสังคม ถ้าตัดอัณฑะออกไปแล้ว ก็ไม่สามารถกลับเป็นเหมือนเดิมได้ ในต่างประเทศจึงเป็นการยากมากที่จะมีการผ่าตัดอัณฑะในเด็ก แม้ว่าเด็กและผู้ปกครองยินยอม ก็ยังทำไม่ได้ จำเป็นต้องพิจารณาโดยศาลครอบครัว และมีการประเมินความพร้อมด้านจิตใจ ครอบครัว และสังคมโดยจิตแพทย์ นักจิตวิทยา และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขา ก่อนที่จะตัดสินอนุญาตให้ผ่าตัดลูกอัณฑะออก
- ด้านร่างกาย
2.1 ผลต่อความสูง เมื่อผ่าตัดอัณฑะออกแล้ว จำเป็นต้องเสริมฮอร์โมนเพศหญิง หากเสริมฮอร์โมนเพศมากไป อาจทำให้ความสูงไม่เต็มที่ คือกระดูกปิดก่อนกำหนด
2.2 ผลต่อกระดูก ถ้าผ่าตัดแล้ว ไม่เสริมฮอร์โมนเพศให้เพียงพอ จะทำให้กระดูกบาง มวลกระดูกน้อยกว่าปกติ มีโอกาสเป็นโรคกระดูกพรุนได้มาก
2.3 ผลต่อต่อมใต้สมอง ฮอร์โมนเพศหญิงปริมาณสูงที่ได้รับ จะกระตุ้นต่อมใต้สมองทำให้มีการขยายตัวหรือเป็นเนื้องอกของต่อมใต้สมองชนิดสร้างโปรแลคติน (prolactin-producing adenoma)
2.4 ผลต่อเต้านม เมื่อได้ฮอร์โมนเพศหญิงนานๆ โดยเฉพาะเริ่มได้รับตั้งแต่เด็กมีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้สูงขึ้น
2.5 ผลต่อตับอ่อน การให้รับฮอร์โมนเพศหญิงขนาดสูง มีรายงานว่าเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานในอนาคต
การให้ฮอร์โมนเพศในเด็กและวัยรุ่น แตกต่างกับการให้ฮอร์โมนเพศทดแทนในผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กยังมีการเจริญเติบโต และการเปลี่ยนแปลงของอวัยว่ะต่างๆ จำเป็นต้องให้ฮอร์โมนอย่างเหมาะสมตามวัย และค่อยๆปรับขนาดยาเพิ่มขึ้นจนเท่ากับขนาดยาที่ใช้ในผู้ใหญ่ แต่เด็กที่ได้รับการผ่าตัดลูกอัณฑะ ไม่เคยได้รับการดูแลรักษาโดยกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมน ส่วนมากจะหาซื้อยากรับประทานเองโดยไม่มีการติดตามผลข้างเคียงของฮอร์โมน จึงเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาว
ผลกระทบในด้านลบทั้งระยะสั้นและระยะยาวดังกล่าว ทำให้การตัดสินใจผ่าตัดลูกอัณฑะออกเพื่อแปลงเพศเป็นหญิง จำเป็นต้องประเมินอย่างรอบคอบและรัดกุมโดยคณะแพทย์ผู้รับผิดชอบร่วมกันต้องประกอบด้วย จิตแพทย์ ศัลยแพทย์ และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านฮอร์โมน โดยคณะแพทย์จำเป็นต้องปรึกษาหารือกันและประเมินความถี่ถ้วน ก่อนพิจารณาตัดสินใจผ่าตัด รวมทั้งการวางแผนการดูแลรักษาหลังผ่าตัด และการให้ฮอร์โมนเสริมตลอดไป
สรุป การผ่าตัดลูกอัณฑะ ในเด็ก เพื่อการแปลงเพศอย่างถาวร เป็นการรักษาที่วงการแพทย์ทั่วโลกไม่ยอมรับ ไม่ใช่มาตรฐานการรักษาที่เหมาะสม จึงสมควรได้รับการประณามอย่างรุนแรง
.

|