ทั่วๆไป
มะเร็งหลอดอาหารเป็นมะเร็งของผู้ใหญ่ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอายุอยู่ในช่วง
55-65 ปี โรคเกิดในเพศชายมากกว่าเพศหญิง
สาเหตุของมะเร็งหลอดอาหาร
สาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบแต่จากการศึกษาวิจัยพบปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญได้แก่
-
อาจมีความสัมพันธ์กับเชื้อชาติ
เพราะอุบัติการณ์จะสูงกว่าในชาวอิหร่าน โซเวียตและจีน
-
สุรา บุหรี่ เพิ่มปัจจัยเสี่ยง
- การบริโภคสารพวกไนโตรโซ
(Nitroso compound) หรือไนโตรซามีน (Nitrosamines)
ซึ่งมีอยู่ในอาหารบางจำพวกในปริมาณสูงและบริโภคอย่างต่อเนื่องเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งหลอดอาหาร
-
การรับประทานผัก ผลไม้มากๆ อาจลดปัจจัยเสี่ยง
อาการและอาการแสดงของมะเร็งหลอดอาหาร
ไม่มีอาการเฉพาะของมะเร็งหลอดอาหารแต่จะเป็นอาการคล้ายคลึงกับโรคทั่วๆไปของหลอดอาหารที่พบบ่อย
ได้แก่
- กลืนอาหารไม่สะดวก
รู้สึกติด หรือสำลัก
-
อาจมีเสลดปนเลือด
-
ไอ สำลัก ขณะรับประทาน
-
อาจคลำต่อมน้ำเหลืองที่คอได้
-
ผอมลงเพราะรับประทานไม่ได้หรือได้น้อย
ดังนั้น ถ้ามีอาการเหล่านี้ ควรปรึกษาแพทย์แต่เนิ่นๆ เพื่อการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้อง
การตรวจคัดกรองมะเร็งหลอดอาหาร
ปัจจุบันยังไม่มีวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่จะตรวจคัดกรองมะเร็ง
หลอดอาหารได้ตั้งแต่ในระยะเริ่มแรกเป็นโรคแต่อาจลดปัจจัยเสี่ยงลงได้
โดยการ หลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ ดังกล่าวได้แล้วได้ตอนต้น
การตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคและหาระยะของโรคมะเร็งหลอดอาหาร
แพทย์จะตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งหลอดอาหารได้โดย
-
ซักประวัติ อาการ อาการแสดง การตรวจร่างกาย
-
ถ้าสงสัยอาจตรวจเพิ่มเติมอื่นๆ ด้วยการกลืนแป้งตรวจหลอดอาหาร
ซึ่งเป็นการตรวจทางเอกซเรย์เพื่อดูภาพและพยาธิสภาพของหลอดอาหาร
-
การส่องกล้องตรวจพยาธิสภาพของหลอดอาหารและตัดชิ้นเนื้อไปตรวจ
ทางพยาธิวิทยา
เมื่อผลตรวจทางพยาธิวิทยา
ระบุว่าเป็นมะเร็งแน่นอนแล้ว แพทย์มักตรวจเพิ่มเติมเพื่อประเมินสุขภาพของผู้ป่วยและหาระยะของโรคโดย
-
ตรวจเลือดดูการทำงานของไขกระดูก ตับ ไต เบาหวาน เป็นต้น
...
-
ตรวจปัสสาวะดูการทำงานของระบบทางเดินปัสสาวะ
- ตรวจเอกซเรย์ปอดดูการแพร่กระจายของโรค
-
อาจตรวจภาพอัลตราซาวด์ตับ ถ้าสงสัยว่ามีโรคแพร่กระจายไปตับ
-
อาจตรวจภาพสแกนกระดูก ถ้าสงสัยว่ามีโรคแพร่กระจายไปกระดูก
-
ในผู้ป่วยบางราย ถ้ามีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ แพทย์อาจส่งตรวจภาพเอกซเรย์คอมพิวเตอร์
เพื่อดูการลุกลามของโรคไปยังอวัยวะอื่นๆ ใกล้เคียง หรือดูการแพร่กระจายของต่อมน้ำเหลืองในช่องอกหรือในช่องท้อง
การตรวจเพิ่มเติมต่างๆ
ในผู้ป่วยแต่ละรายจะแตกต่างกัน ทั้งนี้จะเป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์
ระยะของโรค
มะเร็งหลอดอาหารแบ่งเป็น 4 ระยะ
| ระยะที่
1 |
ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็กยังอยู่เฉพาะในตัวหลอดอาหารยังไม่ลุกลาม |
| ระยะที่
2 |
ก้อนมะเร็งลุกลามมากขึ้นลุกลามไปต่อมน้ำเหลืองใกล้เคียง |
| ระยะที่
3 |
มะเร็งลุกลามทะลุเนื้อเยื่อต่างๆ
ของหลอดอาหารและมีการแพร่กระจายไปต่อมน้ำเหลืองข้างเคียง |
| ระยะที่
4 |
มะเร็งลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียง
มีการกระจายไปต่อมน้ำเหลืองที่อยู่ไกล
ออกไปหรือกระจายไปอวัยวะอื่นๆ ที่อยู่ไกลออกไป เช่น
ปอด ตับ หรือกระดูก เป็นต้น |
ความรุนแรงของโรคมะเร็งหลอดอาหาร
ความรุนแรงของโรคขึ้นกับปัจจัยต่างๆ หลายอย่างที่สำคัญได้แก่
-
ระยะของโรคระยะที่สูงขึ้น โรคจะรุนแรงมากขึ้น
-
สภาพร่างกายของผู้ป่วย ถ้าแข็งแรงผลการรักษาจะดีกว่า
-
โรคร่วมอื่นๆ ที่มีผลต่อสุขภาพของผู้ป่วย เช่น เบาหวาน
ความดัน เป็นต้น ก็จะเป็นอุปสรรคต่อการรักษาได้
-
อายุ ในคนสูงอายุ มักจะทนการรักษาได้ไม่ดี
วิธีการรักษา
การรักษามะเร็งหลอดอาหารมีวิธีการหลัก 3 วิธีคือ การผ่าตัด
การฉายรังสี และเคมีบำบัด
การผ่าตัด
จะเป็นวิธีการรักษาในมะเร็งระยะต้นๆ และเป็นมะเร็งหลอดอาหารในตำแหน่งที่สามารถผ่าตัดได้
โดยผ่าตัดเอาหลอดอาหารส่วนที่เป็นมะเร็งออกไป แต่ในโรคระยะลุกลามจนผู้ป่วยรับประทานทางปากไม่ได้
อาจมีการผ่าตัดเล็กทางกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กเพื่อให้อาหารทางสายยางแทน
รังสีรักษา
โดยทั่วไปมักเป็นการฉายรังสีเพียงอย่างเดียว หรือฉายรังสีร่วมกับเคมีบำบัด
หรือฉายรังสี เคมีบำบัด และผ่าตัด ซึ่งจะเป็นไปตามข้อบ่งชี้การแพทย์เป็นรายๆ
ไป การฉายรังสีก็เช่นเดียวกัน การผ่าตัด จะมีวัตถุประสงค์
2 ประการคือใช้รักษาเพื่อควบคุมโรค ซึ่งจะใช้รักษาผู้ป่วยระยะลุกลามไม่มากและมี
สุขภาพแข็งแรงและการรักษาแบบประคับประคองที่จะใช้รักษาผู้ป่วยที่เป็น
มากแล้วหรือสุขภาพไม่แข็งแรง
เคมีบำบัดจะเช่นเดียวกัน
มักใช้รักษาร่วมกับรังสีหรือร่วมกับรังสีและการผ่าตัด
การติดตามผลการรักษา
ภายหลังให้การรักษาครบแล้ว
แพทย์มักนัดตรวจรักษาเพื่อติดตาม ผลการรักษาโดยใน 1-2 ปีหลังการรักษา
อาจนัดตรวจทุก 1-2 เดือน ปีที่ 3-5 หลังการรักษา อาจนัดตรวจทุก
2-3 เดือน ในปีที่ 5 ไปแล้วอาจนัดตรวจ ทุก 6-12 เดือน ในการมาตรวจรักษาแต่ละครั้ง
ควรพาญาติสายตรงหรือผู้ดูแลมาด้วย เพื่อร่วมพูดคุยปรึกษากับแพทย์โดยตรง
และควรนำยาและผลการตรวจต่างๆ ถ้ามีการตรวจรักษาจากแพทย์ท่านอื่นมาให้แพทย์ดูด้วย
ทั้งนี้เพื่อจะได้มีการรักษาได้อย่างเหมาะสม